พูดถึงคำว่า “ภาษี” คำคำนี้ช่างแสลงใจใครต่อใครถือเป็นโจทย์ ใหญ่ของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง จะต้องทำยังไงให้ผู้คนในประเทศนี้ ยอมรับ และมองโลกในแง่ดีกับคำที่ไม่ค่อยมีใครอยากจะคบด้วยซักเท่าไหร่
ยิ่งเป็นคนทำธุรกิจ พ่อค้าวาณิชน้อยใหญ่... จะยิ่งอยากห่างไกลให้ได้มากที่สุด ไม่เชื่อก็ลองสำรวจความคิดเห็นดูก็ได้ ถามไถ่ซักร้อยคน...ดูว่าจะมีกี่คนที่ไม่เบือนหน้าหนี
เรื่องนี้คงไม่สามารถทำให้คนรักคนชอบได้ในเร็ววันหรอกครับ มันสั่งสมมาเป็นร้อยปี ถ้าจะแก้ไขก็ต้องใช้เวลาพอสมควร และต้องใช้กลยุทธ์มากเอาการถึงจะค่อยๆ สร้างทัศนคติที่ดีกลับมาได้บ้าง เอาไว้คราวถัดไปจะขอเสนอหน้าขายไอเดียให้ท่านเสนาบดีที่เกี่ยวข้องลองพิจารณานะครับ
แต่ถึงวันนี้...ก็ต้องยอมรับล่ะครับว่า รัฐบาลชุดนี้...มีความตั้งใจดีที่จะช่วยเหลือผู้คนในสังคมให้อยู่ดีกินดีขึ้น ก็มาตรการลดหย่อนภาษีตั้ง 19 ข้อ...ที่รัฐบาลผลักดันออกมาให้เมื่อไม่นานนี้ไงครับ
โดยส่วนตัว...ผมต้องขอโค้งคำนับซัก 3 ครั้ง ที่ยังอุตส่าห์นึกถึงหัวจิตหัวใจผู้ประกอบการตัวเล็กตัวน้อยในบ้านในเมืองนี้ แม้การลดหย่อนภาษีที่ว่าจะเป็นแค่ยาหม้อเล็ก ใช้รักษาโรคทางธุรกิจได้บางส่วน แต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้พ่อค้าแม่ขายได้แต่นั่งรอความตายอย่างหมดหวัง
ผมอยากไล่ให้ฟังว่า มีมาตรการลดหย่อนภาษีตัวไหนที่ผู้ประกอบการไทยจะได้ประโยชน์บ้าง
ข้อ 6. ห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคลซึ่งเป็นวิสาหกิจชุมชนตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2548 ถ้าเงินได้ไม่เกิน 1.2 ล้านบาท ได้รับการยกเว้นภาษี...ข้อนี้ดีมาก เพราะกระชากใจชาวบ้านที่รวมตัวกันทำกิจการเล็กๆ ในชุมชน สินค้าดี...พอขายได้...ใช้จ่ายในกลุ่มก้อน ทำให้คนมีงานทำ มีรายได้แบ่งปันกัน ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น เป็นเรื่องที่น่าส่งเสริมอย่างยิ่ง...นี่จึงเป็นโอกาสทองของคนในท้องถิ่นที่จะรวมตัวกันทำมาหากินเดือนละไม่เกินแสนก็ไม่ต้องเสียภาษีครับ
ข้อ 7. ปรับปรุงภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนที่มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท (เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 ม.ค. 2551 เป็นต้นไป) ยกเว้นภาษีกำไรสุทธิส่วนที่ไม่เกิน 1.5 แสนบาท ส่วนที่เกินคิดในอัตราเดิม...ข้อนี้ดีสำหรับเถ้าแก่น้อยหรือผู้ประกอบการหน้าใหม่ ธุรกิจไซส์เล็กไม่เกิน 5 ล้านบาท ถือว่าน่าส่งเสริม แม้ว่าของเดิมไม่ต้องเสียภาษีถ้าธุรกิจขาดทุน ซึ่งส่วนใหญ่ก็พยายามเลี่ยงภาษีด้วยการทำให้กิจการไม่มีกำไร ต้องไปเสียเงินเสียทองแพงๆ จ้างคนมาตกแต่งบัญชีให้ขาดทุน แต่หลังจากนี้ไม่ต้องหลบหนีไปไหน ว่ากันได้ตามตรง เป็นการทำให้คนทำธุรกิจกลับเข้าระบบมากขึ้น
ข้อ 8. ให้บุคคลธรรมดา บริษัท หรือห้างหุ้นส่วน หักค่าใช้จ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งเครื่องจักรอุปกรณ์วัสดุที่มีผลต่อการประหยัดพลังงาน (ทรัพย์สินจะต้องได้มาและพร้อมใช้งานได้ภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2553) สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 1.25 เท่าของค่าใช้จ่าย...แปลว่า ซื้อมา 100 แต่หักได้ 125 ทำให้กำไรลดลง กิจการก็เสียภาษีน้อยลง
เรื่องนี้ดีทั้งในแง่การลงทุน...ดีทั้งในเรื่องประหยัดพลังงาน กิจการไหนกำลังจะเปลี่ยนหม้อแปลงหรือเครื่องจักร ก็ฟาดเหนาะๆ สองเด้ง กิจการไหนเป็นคนขายเครื่องจักรดังว่า ก็เตรียมอ้าแขนรับลูกค้าเพิ่มขึ้นแน่นอน
ข้อ 9. ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาเบื้องต้นของเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ผลิตสินคาหรือให้บริการ (ทรัพย์สินจะต้องได้มาและพร้อมใช้งานภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2553) สามารถหัก 40% ในวันที่ได้ทรัพย์สินมา ส่วนที่เหลือให้หักอัตราปกติ...ประเด็นนี้จะได้ประโยชน์ ทำให้ปีแรกหักค่าเสื่อมราคาได้สูงถึง 40% ก่อนเลย เท่ากับว่าจะทำให้เหลือกำไรสุทธิไปเสียภาษีน้อยลง เหลือเงินไปขยายกิจการได้เพิ่มขึ้น แบบนี้ก็น่าลงทุนล่ะสิ
ข้อ 10. ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ประเภทโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ใน 3 รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ได้รับทรัพย์สิน...นี่ก็เป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ยุคนี้แทบทุกกิจการมักจะซื้อซอฟต์แวร์มาใช้ในการบริหารจัดการ ถูกบ้างแพงบ้าง เที่ยวนี้ก็ลงทุนได้เลย เพราะหักค่าเสื่อมได้ ไม่ต้องไปแอบก๊อบโปรแกรมชาวบ้านแบบผิดกฎหมายอีกแล้ว
ข้อ 11. ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทรัพย์สินถาวรไม่รวมที่ดินไม่เกิน 200 ล้านบาท และจ้างงานไม่เกิน 200 คนหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้ 40% ในวันที่ได้ทรัพย์สินมา ส่วนที่เหลือให้หักภายใน 3 รอบบัญชี...
ข้อนี้เน้นที่เป็นธุรกิจ SMEs โดยตรง ให้สิทธิปีแรกหักค่าเสื่อมเยอะหน่อยก็จะทำให้เสียภาษีน้อยหน่อย เป็นประโยชน์ทั้งคนซื้อและคนขาย ทำให้ตลาดซอฟต์แวร์กลับมาคึกคัก ผู้คนในแวดวงนี้ก็จะได้มีช่องทางทำมาหากินเพิ่มขึ้น
ข้อที่เหลือจะเป็นเรื่องของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ และมีข้อท้ายๆ เกี่ยวกับการลดภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ลดฮวบจาก 3% เหลือ 0.1% ประหยัดภาษีได้อื้อเลย และลดค่าธรรมเนียมโอนอสังหาริมทรัพย์จาก 2% เหลือ 0.01% ..นี่ก็ช่วยลดค่าใช้จ่ายให้คนซื้อคนขายที่ส่วนใหญ่จะตกลงจ่ายคนละครึ่งได้มหาศาล
สุดท้ายข้อ 19.เป็นการลดค่าจดจำนองอสังหาริมทรัพย์จาก 1% เหลือ 0.01% ...ตัวนี้คนที่แฮปปี้คือผู้ซื้อบ้านช่องห้องหอ คอนโดมิเนียม ตึกแถว ประหยัดค่าภาษีเอาเงินไปใช้หนี้ได้สบายๆ เลยครับ
ถามว่า...มาตรการลดภาษีเที่ยวนี้จะดีมากน้อยแค่ไหนยังไม่รู้...รู้แต่ว่าดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ที่แน่ๆ กระชากกระแสการใช้จ่ายเงินได้แบบโดนใจ คนได้ประโยชน์เห็นๆ...คนเสียประโยชน์ยังมองไม่ชัด เราๆ ท่านๆ ประหยัดค่าใช้จ่ายเหลือตังค์ใช้อีกหลายบาทแน่นอน
ยามนี้...มีคนยื่นมือมาช่วย...ย่อมดีกว่ามีแต่คนบอกให้ต้องปรับตัว...ลูกเดียว
ทำธุรกิจ...ก็เหมือนกับ...ขับรถให้ถึงเป้าหมาย
วันนี้...เรามีเป้าหมาย เรามีรถ...เราสามารถเตรียมรถให้พร้อม เราสามารถหาแผนที่หาเส้นทางที่จะไปได้แล้ว
และวันนี้รัฐบาลได้จัดแหล่งเงินทุนไว้รองรับมากมายหลายแบงก์ และยังช่วยลดหย่อนภาษีให้ตั้งหลายอย่าง...เปรียบไปก็เหมือนรัฐบาลทำเส้นทางทำถนนให้พร้อมแล้ว...
ที่เหลือ...ก็อยู่ที่เราจะขับรถของเราไปให้ถึงเป้าหมายได้อย่างไร..
รถจะคว่ำคะมำหงาย...จะปีนป่ายขอบถนน...จะพ้นออกนอกเส้นทาง หรือวิ่งไปประสานงาคันอื่น...
อยู่ที่...คนขับรถ...ครับ
วันอังคารที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2551
ตำนานนางสงกรานต์
ไหนๆก็ใกล้เทศกาลสงกรานต์กันแล้วผมจึงอยากนำเสนอเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยเกี่ยวกับสงกรานต์ให้ทุกท่านได้รับทราบกัน
ตามจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กล่าวตามพระบาลีฝ่ายรามัญว่า ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเศรษฐีคนหนึ่ง รวยทรัพย์แต่อาภัพบุตร ตั้งบ้านอยู่ใกล้กับนักเลงสุราที่มีบุตรสองคน วันหนึ่งนักเลงสุราต่อว่าเศรษฐีจนกระทั่งเศรษฐีน้อยใจ จึงได้บวงสรวงพระอาทิตย์ พระจันทร์ ตั้งจิตอธิษฐานอยู่กว่าสามปี ก็ไร้วี่แววที่จะมีบุตร อยู่มาวันหนึ่งพอถึงช่วงที่พระอาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ เศรษฐีได้พาบริวารไปยังต้นไทรริมน้ำ พอถึงก็ได้เอาข้าวสารลงล้างในน้ำเจ็ดครั้ง แล้วหุงบูชาอธิษฐานขอบุตรกับรุกขเทวดาในต้นไทรนั้น รุกขเทวดาเห็นใจเศรษฐี จึงเหาะไปเฝ้าพระอินทร์ ไม่ช้าพระอินทร์ก็มีเมตตาประทานให้เทพบุตรองค์หนึ่งนาม "ธรรมบาล" ลงไปปฏิสนธิในครรภ์ภรรยาเศรษฐี ไม่ช้าก็คลอดออกมา เศรษฐีตั้งชื่อให้กุมารน้อยนี้ว่า ธรรมบาลกุมาร และได้ปลูกปราสาทไว้ใต้ต้นไทรให้กุมารนี้อยู่อาศัย
ต่อมาเมื่อธรรมบาลกุมารโตขึ้น ก็ได้เรียนรู้ซึ่งภาษานก และเรียนไตรเภทจบเมื่ออายุได้เจ็ดขวบ เขาได้เป็นอาจารย์บอกมงคลต่าง ๆ แก่คนทั้งหลาย อยู่มาวันหนึ่ง ท้าวกบิลพรหม ได้ลงมาถามปัญหากับธรรมบาลกุมาร 3 ข้อ ถ้าธรรมบาลกุมารตอบได้ก็จะตัดเศียรบูชา แต่ถ้าตอบไม่ได้จะตัดศีรษะธรรมบาลกุมารเสีย ท้าวกบิลพรหมถามธรรมบาลกุมารว่า ตอนเช้าศรีอยู่ที่ไหน ตอนเที่ยงศรีอยู่ที่ไหน และตอนค่ำศรีอยู่ที่ไหน ทันใดนั้นธรรมบาลกุมารจึงขอผัดผ่อนกับท้าวกบิลพรหมเป็นเวลา 7 วัน
ทางธรรมบาลกุมารก็พยายามคิดค้นหาคำตอบ ล่วงเข้าวันที่ 6 ธรรมบาลกุมารก็ลงจากปราสาทมานอนอยู่ใต้ต้นตาล เขาคิดว่า ขอตายในที่ลับยังดีกว่าไปตายด้วยอาญาท้าวกบิลพรหม บังเอิญบนต้นไม้มีนกอินทรี 2 ตัวผัวเมียเกาะทำรังอยู่ นางนกอินทรีถามสามีว่า พรุ่งนี้เราจะไปหาอาหารแห่งใด สามีตอบนางนกว่า เราจะไปกินศพธรรมบาลกุมาร ซึ่งท้าวกบิลพรหมจะฆ่าเสีย ด้วยแก้ปัญหาไม่ได้ นางนกจึงถามว่า คำถามที่ท้าวกบิลพรหมถามคืออะไร สามีก็เล่าให้ฟัง ซึ่งนางนกก็ไม่สามารถตอบได้ สามีจึงเฉลยว่า ตอนเช้า ศรีจะอยู่ที่หน้า คนจึงต้องล้างหน้าทุก ๆ เช้า ตอนเที่ยง ศรีจะอยู่ที่อก คนจึงเอาเครื่องหอมประพรมที่อก ส่วนตอนเย็น ศรีจะอยู่ที่เท้า คนจึงต้องล้างเท้าก่อนเข้านอน ธรรมบาลกุมารก็ได้ทราบเรื่องที่นกอินทรีคุยกันตลอด จึงจดจำไว้
ครั้นรุ่งขึ้น ท้าวกบิลพรหมก็มาตามสัญญาที่ให้ไว้ทุกประการ ธรรมบาลกุมารจึงนำคำตอบที่ได้ยินจากนกไปตอบกับท้าวกบิลพรหม ท้าวกบิลพรหมจึงตรัสเรียกธิดาทั้งเจ็ดอันเป็นบาทบาจาริกาพระอินทร์มาประชุมพร้อมกัน แล้วบอกว่า เราจะตัดเศียรบูชาธรรมบาลกุมาร ถ้าจะตั้งไว้ยังแผ่นดิน ไฟก็จะไหม้โลก ถ้าจะโยนขึ้นไปบนอากาศ ฝนก็จะแล้ง ถ้าจะทิ้งในมหาสมุทร น้ำก็จะแห้ง จึงให้ธิดาทั้งเจ็ดนำพานมารองรับ แล้วก็ตัดเศียรให้นางทุงษะ ผู้เป็นธิดาองค์โต จากนั้นนางทุงษะก็อัญเชิญพระเศียรท้าวกบิลพรหมเวียนขวารอบเขาพระสุเมรุ 60 นาที แล้วเก็บรักษาไว้ในถ้ำคันธุลี ในเขาไกรลาศ
จากนั้นมาทุก ๆ 1 ปี ธิดาของท้าวกบิลพรหมทั้ง 7 ก็จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาทำหน้าที่อัญเชิญพระเศียรท้าวกบิลพรหมแห่ไปรอบเขาพระสุเมรุ เป็นเวลา 60 นาที แล้วประดิษฐานตามเดิม ในแต่ละปีนางสงกรานต์แต่ละนางจะทำหน้าที่ผลัดเปลี่ยนกันตามวันมหาสงกรานต์ ดังนี้
ถ้าวันอาทิตย์เป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม ทุงษะเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกทับทิม อาภรณ์แก้วปัทมราช ภักษาหารอุทุมพร (ผลมะเดื่อ) พระหัตถ์ขวาทรงจักร พระหัตถ์ซ้ายทรงสังข์ เสด็จมาบนหลังครุฑ
ถ้าวันจันทร์เป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม โคราคะเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกปีบ อาภรณ์แก้วมุกดา ภักษาหารเตลัง (น้ำมัน) พระหัตถ์ขวาทรงขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายทรงไม้เท้า เสด็จมาบนหลังพยัคฆ์ (เสือ)
ถ้าวันอังคารเป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม รากษสเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกบัวหลวง อาภรณ์แก้วโมรา ภักษาหารโลหิต พระหัตถ์ขวาทรงตรีศูล พระหัตถ์ซ้ายทรงธนู เสด็จมาบนหลังวราหะ (หมู)
ถ้าวันพุธเป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม มณฑาเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกจำปา อาภรณ์แก้วไพฑูรย์ ภักษาหารนมเนย พระหัตถ์ขวาทรงเข็ม พระหัตถ์ซ้ายทรงไม้เท้า เสด็จมาบนหลังคัทรภะ (ลา)
ถ้าวันพฤหัสบดีเป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม กิริณีเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกมณฑา อาภรณ์แก้วมรกต ภักษาหารถั่วงา พระหัตถ์ขวาทรงขอช้าง พระหัตถ์ซ้ายทรงปืน เสด็จมาบนหลังคชสาร (ช้าง)
ถ้าวันศุกร์เป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม กิมิทาเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกจงกลนี อาภรณ์แก้วบุษราคัม ภักษาหารกล้วยน้ำ พระหัตถ์ขวาทรงขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายทรงพิณ เสด็จมาบนหลังมหิงสา (ควาย)
ถ้าวันเสาร์เป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม มโหธรเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกสามหาว อาภรณ์แก้วนิลรัตน์ ภักษาหารเนื้อทราย พระหัตถ์ขวาทรงจักร พระหัตถ์ซ้ายทรงตรีศูล เสด็จมาบนหลังมยุรา (นกยูง)
สำหรับความเชื่อทางล้านนานั้นจะมีว่า
วันอาทิตย์ ชื่อ นางแพงศรี
วันจันทร์ ชื่อ นางมโนรา
วันอังคาร ชื่อ นางรากษสเทวี
วันพุธ ชื่อ นางมันทะ
วันพฤหัส ชื่อ นางัญญาเทพ
วันศุกร์ ชื่อ นางริญโท
วันเสาร์ ชื่อ นางสามาเทวี
ตามจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กล่าวตามพระบาลีฝ่ายรามัญว่า ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเศรษฐีคนหนึ่ง รวยทรัพย์แต่อาภัพบุตร ตั้งบ้านอยู่ใกล้กับนักเลงสุราที่มีบุตรสองคน วันหนึ่งนักเลงสุราต่อว่าเศรษฐีจนกระทั่งเศรษฐีน้อยใจ จึงได้บวงสรวงพระอาทิตย์ พระจันทร์ ตั้งจิตอธิษฐานอยู่กว่าสามปี ก็ไร้วี่แววที่จะมีบุตร อยู่มาวันหนึ่งพอถึงช่วงที่พระอาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ เศรษฐีได้พาบริวารไปยังต้นไทรริมน้ำ พอถึงก็ได้เอาข้าวสารลงล้างในน้ำเจ็ดครั้ง แล้วหุงบูชาอธิษฐานขอบุตรกับรุกขเทวดาในต้นไทรนั้น รุกขเทวดาเห็นใจเศรษฐี จึงเหาะไปเฝ้าพระอินทร์ ไม่ช้าพระอินทร์ก็มีเมตตาประทานให้เทพบุตรองค์หนึ่งนาม "ธรรมบาล" ลงไปปฏิสนธิในครรภ์ภรรยาเศรษฐี ไม่ช้าก็คลอดออกมา เศรษฐีตั้งชื่อให้กุมารน้อยนี้ว่า ธรรมบาลกุมาร และได้ปลูกปราสาทไว้ใต้ต้นไทรให้กุมารนี้อยู่อาศัย
ต่อมาเมื่อธรรมบาลกุมารโตขึ้น ก็ได้เรียนรู้ซึ่งภาษานก และเรียนไตรเภทจบเมื่ออายุได้เจ็ดขวบ เขาได้เป็นอาจารย์บอกมงคลต่าง ๆ แก่คนทั้งหลาย อยู่มาวันหนึ่ง ท้าวกบิลพรหม ได้ลงมาถามปัญหากับธรรมบาลกุมาร 3 ข้อ ถ้าธรรมบาลกุมารตอบได้ก็จะตัดเศียรบูชา แต่ถ้าตอบไม่ได้จะตัดศีรษะธรรมบาลกุมารเสีย ท้าวกบิลพรหมถามธรรมบาลกุมารว่า ตอนเช้าศรีอยู่ที่ไหน ตอนเที่ยงศรีอยู่ที่ไหน และตอนค่ำศรีอยู่ที่ไหน ทันใดนั้นธรรมบาลกุมารจึงขอผัดผ่อนกับท้าวกบิลพรหมเป็นเวลา 7 วัน
ทางธรรมบาลกุมารก็พยายามคิดค้นหาคำตอบ ล่วงเข้าวันที่ 6 ธรรมบาลกุมารก็ลงจากปราสาทมานอนอยู่ใต้ต้นตาล เขาคิดว่า ขอตายในที่ลับยังดีกว่าไปตายด้วยอาญาท้าวกบิลพรหม บังเอิญบนต้นไม้มีนกอินทรี 2 ตัวผัวเมียเกาะทำรังอยู่ นางนกอินทรีถามสามีว่า พรุ่งนี้เราจะไปหาอาหารแห่งใด สามีตอบนางนกว่า เราจะไปกินศพธรรมบาลกุมาร ซึ่งท้าวกบิลพรหมจะฆ่าเสีย ด้วยแก้ปัญหาไม่ได้ นางนกจึงถามว่า คำถามที่ท้าวกบิลพรหมถามคืออะไร สามีก็เล่าให้ฟัง ซึ่งนางนกก็ไม่สามารถตอบได้ สามีจึงเฉลยว่า ตอนเช้า ศรีจะอยู่ที่หน้า คนจึงต้องล้างหน้าทุก ๆ เช้า ตอนเที่ยง ศรีจะอยู่ที่อก คนจึงเอาเครื่องหอมประพรมที่อก ส่วนตอนเย็น ศรีจะอยู่ที่เท้า คนจึงต้องล้างเท้าก่อนเข้านอน ธรรมบาลกุมารก็ได้ทราบเรื่องที่นกอินทรีคุยกันตลอด จึงจดจำไว้
ครั้นรุ่งขึ้น ท้าวกบิลพรหมก็มาตามสัญญาที่ให้ไว้ทุกประการ ธรรมบาลกุมารจึงนำคำตอบที่ได้ยินจากนกไปตอบกับท้าวกบิลพรหม ท้าวกบิลพรหมจึงตรัสเรียกธิดาทั้งเจ็ดอันเป็นบาทบาจาริกาพระอินทร์มาประชุมพร้อมกัน แล้วบอกว่า เราจะตัดเศียรบูชาธรรมบาลกุมาร ถ้าจะตั้งไว้ยังแผ่นดิน ไฟก็จะไหม้โลก ถ้าจะโยนขึ้นไปบนอากาศ ฝนก็จะแล้ง ถ้าจะทิ้งในมหาสมุทร น้ำก็จะแห้ง จึงให้ธิดาทั้งเจ็ดนำพานมารองรับ แล้วก็ตัดเศียรให้นางทุงษะ ผู้เป็นธิดาองค์โต จากนั้นนางทุงษะก็อัญเชิญพระเศียรท้าวกบิลพรหมเวียนขวารอบเขาพระสุเมรุ 60 นาที แล้วเก็บรักษาไว้ในถ้ำคันธุลี ในเขาไกรลาศ
จากนั้นมาทุก ๆ 1 ปี ธิดาของท้าวกบิลพรหมทั้ง 7 ก็จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาทำหน้าที่อัญเชิญพระเศียรท้าวกบิลพรหมแห่ไปรอบเขาพระสุเมรุ เป็นเวลา 60 นาที แล้วประดิษฐานตามเดิม ในแต่ละปีนางสงกรานต์แต่ละนางจะทำหน้าที่ผลัดเปลี่ยนกันตามวันมหาสงกรานต์ ดังนี้
ถ้าวันอาทิตย์เป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม ทุงษะเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกทับทิม อาภรณ์แก้วปัทมราช ภักษาหารอุทุมพร (ผลมะเดื่อ) พระหัตถ์ขวาทรงจักร พระหัตถ์ซ้ายทรงสังข์ เสด็จมาบนหลังครุฑ
ถ้าวันจันทร์เป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม โคราคะเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกปีบ อาภรณ์แก้วมุกดา ภักษาหารเตลัง (น้ำมัน) พระหัตถ์ขวาทรงขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายทรงไม้เท้า เสด็จมาบนหลังพยัคฆ์ (เสือ)
ถ้าวันอังคารเป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม รากษสเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกบัวหลวง อาภรณ์แก้วโมรา ภักษาหารโลหิต พระหัตถ์ขวาทรงตรีศูล พระหัตถ์ซ้ายทรงธนู เสด็จมาบนหลังวราหะ (หมู)
ถ้าวันพุธเป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม มณฑาเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกจำปา อาภรณ์แก้วไพฑูรย์ ภักษาหารนมเนย พระหัตถ์ขวาทรงเข็ม พระหัตถ์ซ้ายทรงไม้เท้า เสด็จมาบนหลังคัทรภะ (ลา)
ถ้าวันพฤหัสบดีเป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม กิริณีเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกมณฑา อาภรณ์แก้วมรกต ภักษาหารถั่วงา พระหัตถ์ขวาทรงขอช้าง พระหัตถ์ซ้ายทรงปืน เสด็จมาบนหลังคชสาร (ช้าง)
ถ้าวันศุกร์เป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม กิมิทาเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกจงกลนี อาภรณ์แก้วบุษราคัม ภักษาหารกล้วยน้ำ พระหัตถ์ขวาทรงขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายทรงพิณ เสด็จมาบนหลังมหิงสา (ควาย)
ถ้าวันเสาร์เป็นวันมหาสงกรานต์ นางสงกรานต์นาม มโหธรเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกสามหาว อาภรณ์แก้วนิลรัตน์ ภักษาหารเนื้อทราย พระหัตถ์ขวาทรงจักร พระหัตถ์ซ้ายทรงตรีศูล เสด็จมาบนหลังมยุรา (นกยูง)
สำหรับความเชื่อทางล้านนานั้นจะมีว่า
วันอาทิตย์ ชื่อ นางแพงศรี
วันจันทร์ ชื่อ นางมโนรา
วันอังคาร ชื่อ นางรากษสเทวี
วันพุธ ชื่อ นางมันทะ
วันพฤหัส ชื่อ นางัญญาเทพ
วันศุกร์ ชื่อ นางริญโท
วันเสาร์ ชื่อ นางสามาเทวี
วันพฤหัสบดีที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2551
ขอเชิญทุกท่านช่วยกันวิจารณ์เกี่ยวกับบลอคด้วยครับ
ขอเชิญทุกท่านช่วยกันวิจารณ์เกี่ยวกับบลอคด้วยครับ (จะด่าผมก็ได้นะครับ)
ก่อนอื่นต้องขอกราบขอบพระคุณล่วงหน้าสำหรับทุกท่านที่ได้เข้ามาเยี่ยมชมบลอคของผม
หลังจากที่ได้จัดสร้างบลอคขึ้นมาเป็นเวลาพอสมควรและได้มีการอัพเดทอยู่อย่างสม่ำเสมอ(ล่ะมั้ง)
ผมจึงอยากได้รับทราบถึงความรู้สึกต่อบลอคของผมจากท่านผู้เยี่ยมชมทุกท่าน( - - ยิ่งเขียนก็ชักจะยิ่งงเอาเป็นว่าทุกท่านช่วยกันวิจารณ์บลอคของผมทีนะครับผมขอร้อง ได้โปรด พลีส รับทุกคำวิจารณ์และพร้อมจะนำไปปรับปรุงครับ ขอบคุณครับ)
ก่อนอื่นต้องขอกราบขอบพระคุณล่วงหน้าสำหรับทุกท่านที่ได้เข้ามาเยี่ยมชมบลอคของผม
หลังจากที่ได้จัดสร้างบลอคขึ้นมาเป็นเวลาพอสมควรและได้มีการอัพเดทอยู่อย่างสม่ำเสมอ(ล่ะมั้ง)
ผมจึงอยากได้รับทราบถึงความรู้สึกต่อบลอคของผมจากท่านผู้เยี่ยมชมทุกท่าน( - - ยิ่งเขียนก็ชักจะยิ่งงเอาเป็นว่าทุกท่านช่วยกันวิจารณ์บลอคของผมทีนะครับผมขอร้อง ได้โปรด พลีส รับทุกคำวิจารณ์และพร้อมจะนำไปปรับปรุงครับ ขอบคุณครับ)
วันพุธที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2551
คุณรู้หรือไม่....
กราบขออภัยทุกท่านด้วยครับ
เนื่องจากอาทิตย์นี้งานชุกมาจริงๆครับประกอบด้วยตัวผมเองก็เป็นไข้ด้วยครับ อาทิตย์นี้ผมจึงยังไม่ได้ทำการอัพบลอคจึงขอกราบขออภัยทุกท่านมาณที่นี้ด้ววยครับ
วันพุธที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2551
วันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2551
บทความนี้ผู้ปกครองควรพิจารณานะครับ
(ตด)และการจัดระเบียบในการ(ตด)
ข้อห้ามในการตด
1.ไม่ควรตดมีเสียง
2.ไม่ควรตดซ้ำกลิ่นเดิม(เพื่ออำพรางกลิ่น)
3. ไม่ควรอั้นอุจาระเป็นเวลานานเกินกว่าสามวันเพราะมันจะทำให้ตดเพิ่มดีกรีความเหม็นยิ่งขึ้น
4.ไม่ควรตดในที่แคบๆ หรือในที่อากาศท่ายเทได้ไม่สะดวก
5.ไม่ควรตดในขณะรับประทานอาหารหรือในโรงหนัง(ยิ่งหนังผียิ่งไม่สมควรตดเป็นอย่างยิ่งครับ)
6.ไม่ควรตดใส่ไมค์โครโฟน(เพราะจะทำให้เสียงดังเกินควร)
สถานที่ควรตด
1.สถานที่มีป้ายให้ตด
2.งานคอนเสิร์ต แนะนำให้เป็นพวกวงร็อคเฮฟวี่เมททัลที่มีตนตรีที่หนักน่วง หรือไม่ก็วงฮาร์ทคอร์ที่ชอบตะโกนแหกปากโหวกเหวกตามสมัยนิยม
3.สระว่ายน้ำ เน้นน้ำลึกเพื่อป้องกันการผุดขึ้นมาของฟองอากาศ
4.การแข่งขันการวิ่งมาราธอน วิ่งไปตดไปช่วยเพิ่มแรงดันทำให้วิ่งได้เร็วขึ้น
วิธีสร้างระเบียบในการตดที่ดี
1.ตดในที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก หรือตดในที่ที่มีลมพัดแรง เพื่อให้ลมนั้นพัดกลิ่นตดที่จับกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนนั้นแยกกระจายออกจากกันไปตามทิศทางของลม
2.ให้เราใช้มือเป็นตัวช่วยได้ในกรณีที่สถานที่นั้นๆมีอากาศถ่ายเทไม่สะดวก หรือลมไม่แรงพอ ให้เราใช้มือปัดไล่กลิ่นที่ตูดของตัวเองให้พ้นจากตัวเรา หลังจากเพิ่งตดเสร็จหมาดๆ
3.ในสถานะการณ์ที่เราอั้นอุจจาระเกินกว่าสามวันหรือคิดว่าตดแล้วน่าจะเหม็นอย่างไม่น่าให้อภัยเมื่อเราตดออกไปแล้วให้รีบเดินหนี กระชากตัวออกมาจากที่เกิดเหตุให้เร็วที่เท่าที่จะทำได้ทำเหมือนมีธุระด่วนต้องรีบไปเพื่อกลบเกลื่อนหลักฐาน
4.การตดในที่แคบๆอย่างเช่นในลิฟ ข้อควรระวังก็คือกลิ่นอาจจะไม่สามารถระบายออกได้ดีเท่าไหร่นักเวลาที่เราตดควรจะตดที่ละน้อยแต่พองาม ให้เรายัดหลักประหยัดมัธยัสและอดออม ตดหนึ่งส่วนและเก็บออมไว้ใช้ยามฉุกเฉินอีกสองส่วน เมื่อเราแบ่งตดได้เป็นสามส่วนตามขั้นตอนดังกล่าวแล้ว ให้เราเบ่งแค่เศษหนึ่งส่วนสามของจำนวนตดทั้งหมด เมื่อตดแล้วให้รีบดมให้หมดโดยเร็ว หรือไม่ก็สะกิดคนข้างๆให้ช่วยสูดตดของเราก็ได้ไม่ว่ากัน
4.1.กรณ๊ที่เราไม่สามารถกลั้นตดได้จริงๆ (กรณีที่ยังอยู่ในลิฟ)ให้มันทะลึ่งออกมาโดยไม่มีข้อแม้ใดๆทั้งสิ้น ปล่อยมันออกมาทั้งสามส่วนตามแต่สมควร เมื่อตดแล้วให้เราหันไปมองคนข้างๆด้วยสายตาที่ดูถูกเหยียดหยามในพฤติกรรมอันน่ารังเกียจของเขา เอามืออุดจมูกแล้วส่ายหน้า ทำเป็นเหมือนว่าตดที่เพิ่งออกไปเมื่อครู่นั้นไม่ได้ออกจากตูดของเรา ให้คนอื่นมองว่าเขาเป็นคนตด
4.1.1.ถ้าเราคิดว่าทำตามข้อ 4.1 ได้ยังไม่เนียนหรือยังไม่ดีพอ ผมแนะนำให้ท่านไปเรียนการแสดงช่องสามครับ ไปเรียนแอ็คติ๊งซ่ะจะได้ทำเสแสร้งได้อย่างสมบทบาท(เผลอๆอาจได้รับรางวัลตุ๊กตาทองอีกต่ะหาก)
5.ถ้าเราเป็นบุคคลที่รักการตดเสียงดังเป็นทุนเดิมอยู่แล้วแก้ไม่หายเสียที คำแนะนำที่ดีสำหรับคนที่ตดไม่เก็บเสียงก็คือการใช้เสียงกลบเสียงตด(มีแบบนี้ด้วยเหรอ) ให้เราใช้การตะโกนหรืออุทานหรือทำอะเสียงอะไรก็ได้เพื่อให้ดังกว่าเสียงตด ยกตัวอย่างเช่น
(กรณีผู้ชาย) ขณะที่เราปวดตดมากแต่พบเพื่อนโดยบังเอิญ ให้เราตะโกนออกไปทันทีว่า เฮ้ย............พร้อมกับเสียงตดของเรา...คำนวณระยะเวลาการตดให้พอดีกัน... "เฮ้ย....พร้อมกับ..ปู้ด ตู้มหรือบึ้ม(แล้วแต่ตูดใครถนัดเสียงไหนก็ใช้เสียงตามเอกลักษญ์เฉพาะตัว)....ไปไหนมาว่ะเพื่อน"
(กรณีเป็นผู้หญิง)เสียงตดของผู้หญิงนั้นจะมีเอกลักษญเฉพาะตัวที่โดดเด่นมากกว่าผู้ชาย เพราะผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนโยนและค่อนข้างมีระเบียบมากกว่าผู้ชาย ยกตัวอย่างเช่นแกล้งทำของอะไรซักอย่างร่วงพร้อมกับอาการปวดตดอย่างแรงกล้า อุ๊ยตาย.....วี๊ด... ปู๋..หรือไม่ก็ วิ้ววี้ด......แม่หกตกหาย(ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะอุทานเช่นนี้) ข้อควรระวังในกรณีนี้ก็คือการกะจังหวะตดให้พอดีกับเสียงครับ ทางที่ดีเราควรจะหมั่นซ้อมให้บ่อยครับ เผื่อเอาไว้ใช้แก้สถานะการณ์เฉพาะหน้าเมื่อมันเกิดขึ้นจริง เห็นไหมล่ะครับการจัดระเบียบการตดที่ดีนั้นไม่ยากเลยใช่ไหมครับ การตดที่ดีนั้นทำให้ชีวิตมีความสุขได้ การตดที่ไม่ต้องเบียดเบียนผู้อื่น แต่ก็ไม่ต้องเผื่อแผ่ผู้อื่น ตดให้ดีนั้นไม่ยากเลยครับถ้าเรารู้จักการตดที่ดี จำไปใช้ไม่ว่ากัน
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ตดให้เร็ว ตดให้ไว ตดได้ให้ล้านนึง
ถ้าริจะเอาดีทางด้านการตดก็ควรไปลงกินเนสบุคครับทำสถิติการตดให้เหม็นที่สุดหรือดังที่สุดก็ได้
คำเตือน ล้างลำใส้ทุกครั้งเมื่อคิดจะตด
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





